สำหรับสมาชิก และผองเพื่อน ไทยอินดี้เรากะลังจะไปทริปกัน 27-29 ตุลานี้ ศุกร์ เฉา อาติ๊ด คนละ 500 บาท ที่เขาใหญ่ ใครทำหนัง เอาหนังมาแลกกันดู มีทีวี มีเครื่องดีวีดี ใครเป็นมินิดีวีก็ฉายด้วยกล้องต่อเข้าทีวี ใครอยากไปแวะไปลงชื่อที่กระทู้ http://www.thaiindie.com/forum/phpBB2/viewtopic.php?p=473#473
หรือลงชื่อไว้ในคอมเมนต์ได้เลยนะ http://thunska.exteen.com/20060916/entryถ้าลงในเม้นต์บอกด้วยว่าไปทริป



เพิ่งจะมีเวลานิ่งๆสักแว่บหลังจากสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมามันหนักหนาน่าดูวันนี้ค้นกองหนังสือเก่าๆเจอสูจิบัตรงาน Unveiled Reality งานแสดงของบรรดาศิลปินจีนจัดที่หอกลางจุฬาปี 98 สองเดือนหลังอกหักหมาดๆไม่รู้จะทำอะไรและรูปที่ทำเอาอึ้งคือศิลปินชื่อ Xu Tan ชื่อ You are my sister กับ Southern China Airline Welcome You รูปถ่ายที่ไม่รู้ว่าถ่ายไปทำไมของผู้หญิงคนนึงกับกิจกรรมต่างๆและอาหารที่เธอกินกับรูปถ่ายเครื่องบินโฉบตึกของจริงมันคือรูปขนาดจัมโบ้แปะเต็มผนังไม่รู้ว่าศิลปินจะรู้หรือเปล่าว่ารูปชุดนี้เป็นแรงบันดาลใจในการทำหนังของเราเราอยากทำหนังแบบนี้ล่ะแล้วจากปีนั้นจนบัดนี้เราก็ยังคงทำหนังแบบนี่อยู่



งานหนังสั้นวันแรกพวกเราไทยอินดี้จำนวนนึงยกขโยงกันไปโรงหนังเซ็นจูรี่ไปดูรอบปฐมทัศน์โลกแบบส่วนตัวแสงศตวรรษพร้อมบรรดามวลมิตรอีกจำนวนนึงเป็นหนังที่สว่างเบิกบานและเต็มเปี่ยมด้วยพลังโหวงๆโกลาหลขำๆไม่รู้จะอธิบายอะไรแต่ชอบมาก อ่านวิจารณ์โดยเจ้าชายน้อยได้ที่นี่
http://filmsick.exteen.com/20060822/syndrome-and-a-century




หลังจากนั้นก็รอบฉายหนังไทยอินดี้เราชอบงี้อ่ะถ้าโลกนี้มีอาชีพนี้จะทำเลยเราว่าการฉายหนังมันไม่ใช่แค่หนังมันเหมือนเปิดแผ่นน่ะการลำดับหนังมันเป็นบรรยากาศหนึ่งที่ช่วยให้ความรู้สึกต่อหนังเปลี่ยนไปมีคนชอบสงครามหลอดไฟของเบิ้ลอย่างไม่น่าเชื่อย่ำค่ำย่ำเช้าของโก๋ที่เคยตกรอบแรกมูลนิธิหนังไทยเมื่อสองปีก่อนแต่ได้ฉายที่ร็อตเตอร์ดามประเทศเนเธอร์แลนด์มาแล้วก็มีคนบอกว่าเจ๋งดีสเปซของป้ำก็ดูจะถูกอกถูกใจคนมากมายโฮมอะโลนของเท็นก็ดูไม่น่าเบื่อเลยเอ็มวีเพลงเลิฟแอสแซสซินก็มีคนชอลหลายคนมากหนังของเราของโก๋ก็โดนใจอีกหลายๆคนงานศพของต้อยที่ต้อยบอกว่าไม่อยากฉายเพราะดูจะไม่มีเรื่องก็เป็นเรื่องที่คนรู้สึกว่ามันมีเรื่องเยอะมากองศาที่ต่างกันที่พี่ธิดาซี่งเคยเป็นกรรมการงานแฟทที่เคยบอกว่าตอนนั้นเฉยๆกับหนังเรื่องนี้ก็มาบอกว่ารู้สึกดีขึ้นกับหนังเรื่องนี้ไม่รู้ทำไมเราสนุกกับสิ่งนี้มีความสุข
หลังงานก็ต้องโกลาหลกับงานอีกเพียบทำเอาป้ำลำบากยกใหญ่ก่อนเราจะเดินทางไปสิงคโปร์แล้วป้ำต้องไปฝรั่งเศสอาทิตย์หน้า
แต่หนังสั้นปีนี้ดูง่อย ๆ ถ้าเที่ยบกับผลตอบรับในงานเวิร์ลฟิล์มปีที่แล้ว ปีที่แล้วดีกว่าเยอะเลย แต่ก็มีคนเขียนถึงหนังไทยอินดี้ดังนี้
ขอพูดถึงหนังในกลุ่มไทยอินดี้ที่ชอบก่อนเลยนะครับ อันดับแรกน่าจะเป็น บันทึกงานศพ (The Funeral) ชอบในการเล่าเรื่องเก็บรายละเอียดได้อย่างราบรื่น ชอบในบรรยากาศที่ไม่ได้เศร้า และแฝงอารมณ์ขันในหลายฉาก ชอบในความเหมือนจริงของบรรยากาศงานศพ ชอบภาพที่ชาวบ้านมาช่วยเหลือกัน และชอบที่หนังไม่พยายามจะโน้มนำอารมณ์ อันดับสอง คือ ที่ว่าง (Space) อันนี้กระตุ้นความคิดมากๆ มันทำให้คนดูพยายามเชื่อมโยงภาพเข้าหากัน มองหาความหมาย และโดยส่วนตัว ชอบภาพตึกอพาร์ตเมนต์ที่ดูเหมือนกันหมด มันให้ความรู้สึกว่า ทำไมชาวกรุงถึงได้แร้นแค้นจินตนาการขนาดนี้ ทำไมมันเหมือนหุ่นยนต์ แข็งทื่อ ไร้สีสันขนาดนี้ แต่เราก็อยู่กันไป อันดับสาม คือ ปลายทาง (You Are Where I Belong) ชอบเพราะได้เห็นผู้ชายแก้ผ้า (ล้อเล่นครับ) จริงๆ ผมชอบหนังของคุณ Thunska หลายเรื่องเพราะหนังของเขาได้อารมณ์โดยไม่พยายามจะโน้มนำใดๆ อีกอย่าง คือ มันมักจะพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ระดับส่วนตัว ซึ่งหาได้น้อยในหนังสั้น/ทดลอง ที่ชอบพูดถึงประเด็นใหญ่ๆ เรื่องนี้ก็เช่นกัน ผมชอบการตัดสลับสองเหตุการณ์ เพื่อให้คนดูเชื่อมโยง ซึ่งบางครั้งอารมณ์ของสองเหตุการณ์ก็ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง อันดับสี่ คือ หนังของเรา (Our Film) ชอบคนที่เล่นเป็นแม่น่ะครับ ดูเนียนดีจัง ชอบหลายๆ ฉากของหนัง แต่ที่ผมฮามาก คือ ตอนแม่ไปพักโรงแรม แล้วเปิดกระเป๋าใบหนึ่ง ปรากฏว่าเป็นหม้อหุงข้าว ขนติดตัวมา
อันดับห้า คือ ย่ำค่ำย่ำเช้า (Dusk & Dawn) อันนี้ชอบการเชื่อมโยง/ทดลองภาพและเสียง น่าสนใจดี ส่วนที่เหลือเรื่องอื่นๆ ก็ถือว่าดีนะครับ เพียงแต่ผมอาจจะไม่ได้ประทับใจเป็นพิเศษ ดีใจที่ได้ไปดูครับ ห่างหายจากการดูหนังสั้นมานานมาก
ข้างบนนี้นี้เป็นคำวิจารณ์ของโอลิเวอร์ ในสกรีนเอ้าท์
http://xq28.net/s/viewtopic.php?t=3437&postdays=0&postorder=asc&start=3600


สิงคโปร์เขามีเทศกาลเอเชี่ยนซิมโพเซี่ยมที่ผ่านมาเขาจะฉายโปรแกรมเอ็กซ์เอ็กซ์เพรสซึ่งก็มีในโปรแกรมงานหนังสั้นของมูลนิธินั่นล่ะแต่ปีนี้เขาเพิ่มเซ็คชั่นมีเดียมคือหนังที่ยาวเกินครึ่งชั่วโมงแต่ไม่ถึงแปดสิบนาทีเขาเลือกแฮปปี้เบอร์รี่ฉายที่น่าตื่นเต้นคือเป็นเรื่องเดียวที่มีสปอนเซอร์สนับสนุนแถมมีโลโก้สินค้าชิ้นนั้นพ่วงในทุกที่ที่หนังเรื่องนี้ปรากฎอยู่ไม่ว่าจะใบปิดสูจิบัตรตลกดี
หนังสั้นที่พี่ลิเลือกฉายคือหลังที่สอง , หมึก , เด็กชายไข่ดาว , แขกและเกรซแลนด์ที่เรารู้สึกแปลๆก็ตรงแขกยาว 40 นาทีควรจะอยู่โปรแกรมมีเดียมก็ดันมาจัดเข้ากับโปรแกรมเอ็กซ์เอ็กเพรสซะงั้นเกรซแลนด์ตอนแรกจะฉายไม่ได้เพราะมีฉากเปิดอกแต่โรงที่ซับสเตชั่นเขาฉายได้แต่เรตพีจีแต่ในที่สุดก็แอบฉายจนได้ลืมไปหนังเราแฮปปี้เบอร์รี่ได้เรตเอ็นซี 16 เลยต้องไปฉายอีกโรงหนึ่งซี่งต้องจ่ายค่าตั๋วแพงกว่าโรงเรตพีจีคนไม่ค่อยเยอะนักเฉลี่ยแล้ว 50 กว่าคนต่อรอบได้แต่ก็รู้สึกดี
รอบฉายก็ไม่มีอะไรตื่นเต้น เหมือนเดิม คนปิ๊ดปิ้วตบมือเกรียว สองรอบซ้อนกัน แล้วก็คิวแอนด์เอ ยาวนานเหมือนกัน มีคนขอลายเซ็นต์บ้างนิดหน่อย มีขอกอดด้วย หุหุ แย่จัง

อ้อเจอโอกิฮิโรยูกิด้วยพักห้องเดียวกันอีกต่างหากเมาตลอดเลยรายนี้หลังหนังฉายสปอนเซอร์พาไปเลี้ยงในเธคแห่งหนึ่งแถมพนักงานของสินค้ายี่ห้อนั้นที่เป็นผู้ชายล้วนคัดหน้าตา 70 ชีวิตก็ยกทัพมาจนแน่นร้านหนุกดี
รู้สึกอายแทนหนังมาเลเซียที่จัดโปรแกรมมาได้ห่วยมากผู้ชายทำหนังแต่ละเรื่องได้ไม่ได้เรื่องเลยยกเว้นเรื่องสุดท้ายซึ่งผู้หญิงเป็นคนทำเป็นสารคดีที่ว่าด้วยเรื่องสารเคมีมีพิษที่ญี่ปุ่นเอามาทดลองในมาเลเจ๋งมั่กๆสิงคโปร์ก็โอเคนะแต่ที่เด็ดคือสารคดีที่เอานโยบายรัฐบาลมายำเละกล้ามากและกำกับโดยผู้หญิงอีกเช่นกันแต่สิ่งที่ฉันรู้สึกได้คือโปรแกรมมาเลไทยและสิงคโปร์นั้นเขาไม่ได้เลือกหนังที่ดีที่สุดมาอวดกันแต่เป็นหนังของเพื่อนๆกันหรือไม่ก็ที่สนิทๆกันซะมากกว่าคือเคยเห็นหนังดีกว่านี้เยอะเลยที่เทศกาลอื่นแต่เข้าใจว่าคงไม่มีสัมพันธ์ใดกับคิวเรเตอร์ในแต่ละประเทศจึงไม่ได้ฉายอายแทนประเทศชาตินั้นๆจริงๆ
แต่ที่เด็ดคือหนังฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียที่เลือกหนังมาอย่างเป็นกลางที่สุดขอตบมือให้


วันท้ายๆแวะไปห้องสมุดซึ่งตั้งอยู่บนตึกทรงทุเรียนมีหนังสือหนังเยอะมากเยอะจริงๆไม่เคยเห็นเยอะงี้มาก่อนตู้ที่ตั้งหนังสือถ้างัดขึ้นมาจะมีเล่มย้อนหลังซ่อนอยู่ข้างใต้อีกเพียบเขาว่าไม่เสียค่าเข้าอ่านฟรีมีห้องสมุดหนังกับเพลงด้วยแต่ถ้าจะยืมไปบ้านต้องเสียค่ามาชิกปีละ 20 เหรียญหรือสี่ร้อยกว่าบาทถูกมากเมื่อเทียบกับทีซีดีซีบ้านเราที่หนังสือมีแต่เล่มเก๋ๆแนวๆแต่ไม่มีครบรอบด้านแบบสิงคโปร์เราคงต้องเรียนรู้อีกมากกว่าจะเท่าทันประเทศอื่นแต่ว่าไม่ได้หรอกคนไทยไม่ค่อยอ่านหนังสือ
กลับมางานงอกอีกเพียบเพราะไปเจอผู้คนต่างๆมากมายมีอะไรที่ต้องทำร่วมกันในระยะยาวน่าตื่นเต้นคงบอกอะไรตอนนี้ไม่ได้ก้มหน้าก้มตาทำต่อไปใครจะด่าจะว่าก็ช่างสนุกกับสิ่งที่ทำมีความสุขแค่นี้ก็พอแล้วจะเอาอะไรมากกับชีวิต
ปล.ขอโทษที่บลอกวันนี้ไร้สติไม่มีเรียบเรียงอะไรเลยก็แค่อยากจะเขียนอะไรสบายๆไม่ต้องคิดมากคิดไงก็เขียนงั้นเจอกันจ้ะคิดถึงทุกคน
ปล.2 เมื่อเดือนก่อน โทนี่ เรย์นมาเมืองไทย เรา โบท พี่เจ้ย ช่วยกันดันหนัง เรื่องเล่าจากเมืองเหนือ ในที่สุดก็ได้เลือกฉายที่โตรอนโต้ ก็เป็นเทศกาลนึงที่น่าสนใจ แต่ถ้าถามว่าตัวเองจะส่งงานนี้มั้ย ตอบเลยว่าไม่ หุหุ ดีใจยกสอง เมื่อหนังเรื่อง เรื่องเล่าจากเมืองเหนือ ได้เลือกเข้าที่เทศกาลสารคดีไต้หวัน ที่ส่งไปเมื่อสามเดือนก่อน รู้ผลเร็วเหมือนกัน
ปล.3 ปีนี้ ถ้าจะว่าไป ดูเหมือนไม่มีอะไรคืบหน้า แต่เรายังเชื่ออย่างนี้อยู่ ถ้าทำวันนี้ให้ดี วันหน้าก็จะดี ช่วงนี้รู้สึกว่าลางดี ๆ เกิดขึ้นมากมาย อยากจะเล่าให้ฟังจริง ๆ แต่หลาย ๆ เหตุผล เลยยังบอกอะไรตอนนี้ไม่ได้ เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ก้มหน้า ก้มตา ทำงานหนัก ต่อไป เหนือย แต่ก็แฮปปี้สุด ๆ